skip to Main Content

“คืนสู่สามัญ” เยียวยาเอสเอ็มอี

“คืนสู่สามัญ” เยียวยาเอสเอ็มอี

108 ปัญหาเอสเอ็มอีไทย สู้ตลาดอินเตอร์ไม่ได้กำลังเป็นปัญหาที่ต้องการการเยียวยาอย่างเร่งด่วน ทั้งนำเทคโนโลยีทันสมัยปรับปรุงการทำงาน การลดต้นทุน เพิ่มมาตรฐาน หากแต่การแก้ปัญหาเหล่านั้นรักษา “ถูกโรค” แน่หรือ

วิฑูรย์ สิมะโชคดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายกสมาคมส่งเสริมคุณภาพแห่งประเทศไทย กำลังตั้งข้อสังเกตถึงการแก้ปัญหาของเอสเอ็มอีไทยว่า ถูกจุด หรือกำลังวิ่งวนกับปัญหาเก่าๆ กันแน่ สิ่งที่เขาเสนอในการแก้ปัญหาแบบ “ถอนรากถอนโคน” ด้วยการ “คืนสู่สามัญ”

แทนการวิ่งไล่ล่าเทคโนโลยีอย่างบ้าคลั่งอย่างธุรกิจแทงบอลออนไลน์ เขาชวนให้เอสเอ็มอีย้อนกลับมาดูตัวเอง เริ่มจาก “คน”

วิฑูรย์ ชี้ให้เห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดขององค์กรคือทรัพยากรบุคคล หากทุกคนรู้หน้าที่ตัวเองดี ทำงานตามขอบเขต และสามารถทำได้เต็มศักยภาพของตัวเองจะทำให้การพัฒนางานเป็นไปรวดเร็วและราบรื่น

“ผู้ประกอบการใช้คนได้ตามความรู้ความชำนาญแค่ไหน การทำงานซับซ้อนหรือไม่ เพราะยิ่งซับซ้อนก็ยิ่งให้เกิดการสิ้นเปลือง ถ้ายังไม่มีรู้หน้าที่ที่ชัดเจน การลดต้นทุนด้านต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ยากอย่างตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก ฉะนั้นการรู้หน้าที่ก็จะนำไปสู่การส่งเสริมให้คนของเราใช้ความรู้ความสามารถได้อย่างเต็มที่ และเต็มศักยภาพมากที่สุด”

นอกจากนี้ วิฑูรย์เชื่อมถึง คนทำงานว่ารู้ปัญหาของตนเองหรือไม่ ปัญหาที่เกิดจากการค้นพบของตนเอง ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาชี้นิ้วให้ไปแก้ปัญหา เขาบอกความต่างของการรู้ปัญหาจากตัวเองและผู้อื่นว่า การทบทวนปัญหาของตัวเองจะทำให้เรายอมรับและดิ้นรนแสวงหาเครื่องมือที่จะแก้ไขปัญหานั้นๆ แต่หากเป็นการชี้แนะของคนอื่น คนส่วนใหญ่ก็จะเกิดแรงต้านจากภายใน และไม่เชื่อในคำสั่งแก้ไขนั้น

ข้อสำคัญอีกประการที่วิฑูรย์ชี้ถึง คือ ดูว่าสิ่งที่ทำมีมาตรฐานหรือไม่

และมีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนแค่ไหน โดยกระบวนการคิด “ย้อนกลับ” 3 ประการ คือ 1.เรามีมาตรฐานในการทำงานหรือไม่ ถ้ามีใครเป็นคนกำกับ 2. หากมีมาตรฐาน มาตรฐานนั้นเพียงพอที่จะทำให้ไม่เกิดความเสียหายหรือไม่ แล้วใครจะเป็นคนบอกได้ว่ามาตรฐานนั้นดีอยู่แล้ว เหมาะสมเพียงพอแล้ว และ3. เมื่อมีมาตรฐานแล้ว ได้เกิดการปฏิบัติตามมาตรฐานนั้นๆ หรือไม่

“การคืนสู่สามัญคือการทบทวนมาตรฐานที่เรามี หลายครั้งที่มาตรฐานดีมากแต่คนไม่ปฏิบัติตาม เพราะไม่มีการควบคุม การกำกับให้เกิดการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แน่นอนว่าย่อมไม่เกิดผลอะไร ทุกธุรกิจต้องมีมาตรฐาน กำกับการปฏิบัติงาน มันเป็นพื้นฐานที่สำคัญ หลายคนบอกผมว่า มาตรฐานจะทำให้คนขาดความคิดสร้างสรรค์เพราะไม่สามารถคิดนอกกรอบได้ แต่ผมกลับคิดว่า เราต้องมีมาตรฐานก่อน การคิดนอกกรอบที่ไม่ผิดพลาดจึงจะเกิดขึ้นได้ เพราะถ้าแม้นมาตรฐานไม่ดี แค่คิดให้อยู่ในกรอบก็จะไปไม่รอดอยู่แล้ว”

ปัญหาของบุคลากรไม่ได้อยู่แค่คนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่หลายครั้งเกิดจาก “ระบบ” และนโยบายจากเบื้องบนว่าส่งเสริมให้พนักงานทุกคนคิดเป็นหรือไม่ ส่งเสริมให้ทุกคนได้ปรับปรุงตัวเองอย่างเนื่อง มีการเสนอแนะด้านนี้หรือไม่

เขายกตัวอย่างง่ายๆ ถึงคราบน้ำมันที่หยดอยู่บนพื้นสำนักงาน หลายคนมัวแต่ขบคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะจัดการให้คราบน้ำมันนั้นไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต หากความจริงแล้วสิ่งสำคัญเวลานั้นคือ ใครที่จะหาทางจัดการกับคราบน้ำมันนั้น เพื่อให้ทุกคนในองค์กรไม่ต้องเปรอะเปื้อน ฉะนั้นการส่งเสริมให้ทุกคนคิดเป็น และคิดในทางที่ส่งเสริมองค์กร ก็จะช่วยให้การทำงานต่อไปของแต่ละองค์กรราบรื่นขึ้น

ขณะเดียวกันการส่งเสริมการทำงานเป็น “ทีม”

เป็นสิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงจะต้องเปิดใจให้พนักงานกล้าแสดงความคิดเห็น บนสัมมาคารวะที่เหมาะสมของวัฒนธรรมบ้านเรา โดยส่งเสริมให้ทุกคนมี “จิตวิญญาณของการมีส่วนร่วม” เพื่อพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืนต่อไปได้

สุดท้ายคือ การบูรณาการทุกๆ หัวข้อเข้าด้วยกัน ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้เพราทุกวันนี้หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ การทำงานที่แยกส่วนไม่สามารถทำให้เกิดการบูรณาการที่แท้จริงได้ ทำให้องค์กรเกิดการทำงานที่ติดขัดตลอดเวลา

“จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เอสเอ็มอี ไม่จำเป็นต้องใช้วิทยาการชั้นสูงเลย เพียงแต่ให้ทบทวนดูว่าปัญหาที่เผชิญอยู่มันเกิดจากสิ่งเหล่านี้หรือไม่ และเราพร้อมแค่ไหนที่จะคืนสู่สามัญแบบที่ผมบอกมา ที่สำคัญคือคนเราต้องรู้จักเรียนรู้ และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในองค์กรขึ้นมาให้ได้ พัฒนาองค์กรไปสู่การเรียนรู้ที่แท้จริงให้ได้”

———————-

หลายคนบอกผมว่า มาตรฐานจะทำให้คนขาดความคิดสร้างสรรค์เพราะไม่สามารถคิดนอกกรอบได้ แต่ผมกลับคิดว่า เราต้องมีมาตรฐานก่อน การคิดนอกกรอบที่ไม่ผิดพลาดจึงจะเกิดขึ้นได้ เพราะถ้าแม้นมาตรฐานไม่ดี แค่คิดให้อยู่ในกรอบก็จะไปไม่รอดอยู่แล้ว”

เขียนโดย: จีราวัฒน์ คงแก้ว

Back To Top
×Close search
Search