skip to Main Content

“เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” แฟรนไชส์มี “เสียงเพลง”

“เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” แฟรนไชส์มี “เสียงเพลง”

อีกหนึ่งโอกาสของ “คนรักเสียงเพลง” ที่อยากทำธุรกิจโรงเรียนสอนดนตรี…”เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาเป็นแฟรนไชส์ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 4 ล้านบาท น่าสนใจเพียงใดต้องติดตาม…

กระแส “เรียลลิตี้โชว์” จากอะคาเดมี่ แฟนตาเชีย และเดอะ สตาร์ ที่ดังเป็นพลุแตก จุดกระแสให้ทั้งเด็กวัยรุ่นและใครต่อใครต่างก็อยาก “ฝึกร้องเพลง-เล่นดนตรี” ลึกๆ ก็หวังว่าประตูโอกาสเอ็นเตอร์เทนจะเปิดให้

โรงเรียนและสถาบันสอนดนตรีต่างๆ จึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นมีชื่อของ “เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” หนึ่งในธุรกิจของครอบครัว “ณรงค์เดช” ที่หลายคนคงรู้จักกันดี เพราะไม่ได้เป็นแค่เพียงโรงเรียนสอนดนตรีเท่านั้น แต่ “เคพีเอ็น” ยังเป็นผู้ริเริ่มให้มีการประกวดร้องเพลงต่างๆ หลายรายการ

ไม่ว่าจะเป็นการประกวดร้องเพลงถ้วยพระราชทานฯ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย หรือ เคพีเอ็น อวอร์ด, การประกวดร้องเพลงยุวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (เคพีเอ็น จูเนียร์ อวอร์ด) และการประกวดวงดนตรี ชิงถ้วยพระราชทาน ต่างก็เป็นรางวัลที่ “ศักดิ์สิทธิ์” และสะท้อนถึงภาพลักษณ์การเป็นสถาบันดนตรีที่มี “มนต์ขลัง” แห่งนี้

เรียกได้ว่าเคพีเอ็น เป็น “ต้นตำรับ”

ที่ปั้นศิลปินที่มีชื่อเสียงผ่าน “เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” ไม่ว่าจะเป็น “เบิร์ด ธงไชย”, “ทาทา ยัง”, “ฟอร์ด สบชัย”, “เจนนิเฟอร์ คิ้ม”, “พลอย คูณสาม” และนักร้องคุณภาพอีกมากมาย และด้วยความสำเร็จและชื่อเสียงที่สั่งสมมานานกว่า 40 ปี จึงได้พัฒนาไปสู่การเปิด “สถาบันดนตรี เคพีเอ็น” เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

ปัจจุบันสถาบันดนตรีเคพีเอ็นมีทั้งสิ้น 32 สาขาทั่วประเทศ โดยอยู่ในรูปแบบของแฟรนไชส์ทั้งหมด และ “ณพ ณรงค์เดช” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เคพีเอ็น มิวสิค จำกัด บอกว่าสถาบันแห่งนี้พร้อมแล้วที่จะขยายแฟรนไชส์เพิ่มอีก 30% ในปีนี้ หรือจะเปิดเพิ่มเป็น 42 สาขา

“เราเชื่อว่าโอกาสของธุรกิจดนตรีในไทยยังไปได้อีกไกล และมีช่องว่างในการขยายตัวอีกมาก จากปัจจุบันมีคนที่อยู่ในระบบการศึกษากว่า 10 ล้านคน แต่มีคนที่อยู่ในระบบการเรียนดนตรีรวมประมาณ 500,000 คนเท่านั้น ขณะเดียวกันในปัจจุบัน ผู้ปกครองก็สนับสนุนให้บุตรหลานหันมาเรียนดนตรีกันมากขึ้น ประกอบกับภาพลักษณ์ของอาชีพด้านดนตรีก็เปลี่ยนไป อย่างกระแสเรียลลิตี้โชว์ด้านดนตรีก็ได้รับความนิยมมาก” ณพกล่าว

การเติบโตของธุรกิจดนตรี ยืนยันได้จากจำนวนผู้เข้าเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีการขยายกลุ่มจากเดิมที่มักเห็นเพียงเด็กๆ มาเรียนร้องเพลงหรือดนตรี แต่ปัจจุบัน “ณพ” บอกว่า ลูกค้ากลุ่มใหญ่สุดกลับเป็นกลุ่ม “วัยรุ่น”

“ถ้าให้ผมประเมิน ลูกค้าของเราจะแบ่งเป็นกลุ่ม teen และ preteen ประมาณ 60% กลุ่มผู้ใหญ่ก็มีประมาณ 10% กว่า และที่เหลือเป็นกลุ่มเด็ก” เขากล่าว “เพราะการเรียนดนตรีไม่ใช่ว่าจะเรียนได้เฉพาะเด็ก และเราเห็นว่าตอนนี้ยังไม่มีรายใดหันมาจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เราจึงทำตลาดกับกลุ่มนี้ด้วย พยายามให้ครบทุกเซ็กเมนท์ อย่างตอนปลายปีนี่จะมีผู้ใหญ่มาเรียนเยอะมาก เพราะเอาไว้ร้องเพลงออกงานปีใหม่กัน” เขาหัวเราะ

สำหรับการลงทุนแฟรนไชส์ “สถาบันดนตรีเคพีเอ็น” นั้น ประกอบไปด้วยค่าสัมปทานสิทธิ 500,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี, ค่าเครื่องดนตรี 1,100,000 บาท, ค่าหนังสือและอุปกรณ์อื่นๆ 170,000 บาท, ค่า User 30,000 บาท, ค่าประกัน 200,000 บาท และค่าตกแต่งสถานที่ 2 ล้านบาท รวมประมาณการลงทุนเบื้องต้น 4 ล้านบาท เยอะกว่าบริษัทแทงบอลเสียอีก

กำหนดพื้นที่ขั้นต่ำ 200 ตารางเมตร โดยกำหนดลอยัลตี้ฟีไว้ที่ 5% และมาร์เก็ตติ้งฟีอีก 2% ของรายได้รวมต่อเดือน ซึ่งกำหนดรายได้ขั้นต่ำไว้ที่ 20,000 บาท

“ราคาค่าเรียนที่เราตั้งไว้มีหลายระดับ ตั้งแต่ 1,500 บาทไปจนถึง 18,000 บาทต่อคอร์ส ซึ่งการเรียนของเราจะเป็นการเรียนแบบตัวต่อตัวทั้งหมด ไม่ใช่เรียนเป็นกลุ่ม หรือเรียนครั้งละ 1 ชั่วโมง แต่ได้เรียนจริงๆ แค่ 25 นาที เพราะครูไปสอนห้องอื่นด้วย”

“ณพ” บอกว่า ปัจจุบัน “เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” มีนักเรียนรวมกว่า 20,000 คน และในปีนี้ได้มุ่งเน้นที่จะขยายตลาดไปยังต่างจังหวัดให้มากขึ้น โดยเน้นตามหัวเมืองใหญ่ๆ อาทิ สมุย สระบุรี พัทยา นครปฐม จันทบุรี ระยอง เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น

“เรามองว่ากรุงเทพฯ ยังขยายไปได้อีกไม่เยอะ ในขณะที่ตลาดต่างจังหวัดมีความต้องการมากขึ้น” เขากล่าวพร้อมกับบอกว่า โลเกชั่นที่ต้องการนั้นแบ่งเป็น 3 คอนเซปต์ด้วยกัน คือในห้างสรรพสินค้า, สแตนอโลน และเปิดในหมู่บ้าน

“จะเห็นว่าที่ผ่านมา 5 ปี เรามีแฟรนไชส์เพียง 30 ราย ซึ่งจริงๆ แล้วมีคนสอบถามเข้ามาเยอะมาก แต่เราต้องคัดคุณภาพ” “ณพ” กล่าว

เขาบอกว่า สิ่งที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการเป็นแฟรนไชส์ของเคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่ ก็คือคู่มือในการดำเนินกิจการพร้อมหลักสูตร เครื่องหมายการค้าต่างๆ รวมถึงการให้คำปรึกษาในเรื่องทำเลที่ตั้ง พร้อมการออกแบบตกแต่งภายในให้เป็นคอนเซปต์เดียวกัน การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับแฟรนไชซีนั้นๆ การจัดสอบเลื่อนขั้นของนักเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐาน การจัดซื้อเครื่องดนตรีในการเรียนการสอน การอบรมฝึกหัดบุคลากร ตลอดจนการให้คำแนะนำในการวางแผนการตลาด การส่งเสริมการขายต่างๆ และการสนับสนุนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม “ความเสี่ยง” เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจ ซึ่งแฟรนไชซีเองต้องพร้อมที่จะรับความเสี่ยงตรงนี้ให้ได้ ทั้งนี้ “ณพ” บอกว่า สำหรับ “เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” พยายามลดความเสี่ยงให้แฟรนไชซี ให้ทำธุรกิจได้อย่างราบรื่น ด้วยการชูความแตกต่างในเรื่องของ “หลักสูตร” และ “บุคลากร” ระดับแนวหน้าของประเทศไทย

“หลักสูตรที่ใช้ นอกจากจะเป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว เรายังได้นำหลักสูตรของ Alfred Publishing ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาใช้ด้วย และเรายังเน้นการสอนที่ทันสมัย และมีมาตรฐานระดับสากล นอกจากนี้เรายังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการทำหลักสูตรปริญญาตรีร่วมกับเอแบค รังสิต ศิลปากร จุฬาฯ มหิดล ช่วยให้นักเรียนที่เรียนกับเคพีเอ็นเมื่อเรียนจบ สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการทดสอบ และเมื่อจบออกมา เราก็เปิดกว้างให้เข้ามาทำงานกับเราอีกด้วย

ส่วนเรื่องบุคลากร ครูของเราต้องผ่านการออดิชั่นว่า.. สามารถจะเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาได้อย่างมีคุณภาพก่อนจึงจะได้รับการอนุมัติให้สอนได้ เรามีบัตรประจำตัวครูที่จะต้องมีการ renew ทุก 2 ปีด้วยการทำเวิร์คชอปหรือการสัมมนาทางวิชาการ เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ โดยเฉพาะครูที่จะมาสอนต้องมีความพร้อม ต้องมีคุณภาพอย่างแท้จริง และเป็นไปตามมาตรฐานของสถาบัน”

นอกจากเรื่องหลักสูตรและบุคลากรแล้ว ความแตกต่างของ “เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” ยังอยู่ที่การนำระบบไอทีมาใช้ในการบริหารงาน ซึ่ง “ณพ” กล่าวว่า ที่นี่ถือได้ว่าเป็นสถาบันดนตรีรายเดียวในเอเชียที่นำระบบไอทีมาใช้ก็ว่าได้

“ภายในเดือนนี้ เราจะเอาระบบไอทีมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ จากที่แต่เดิมเคยใช้ระบบบัตรกระดาษลงเวลาเรียน ก็เปลี่ยนเป็นระบบรูดการ์ด ซึ่งภายในบัตรแบบใหม่จะบรรจุข้อมูลของนักเรียน เพื่อติดตามความก้าวหน้า และปรับเปลี่ยนตารางเรียนและวิชาเรียนตามความเหมาะสมและความสะดวกของนักเรียน ซึ่งแฟรนไชซีก็จะได้ใช้ระบบเดียวกันนี้ทั้งหมด เราพร้อมแล้วเพราะมีระบบมารองรับการเติบโต โดยปีที่แล้วเราได้ลงทุนไปกับการพัฒนาซอฟต์แวร์กว่า 2 ล้านบาท เพื่อวางระบบการบริหารสถาบัน”

นอกเหนือไปจากการเรียนการสอนแล้ว ใน “เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่” ยังมีการจำหน่ายเครื่องดนตรีและอุปกรณ์ต่างๆ ด้านดนตรีให้แก่นักเรียนที่ต้องการและผู้สนใจทั่วไปด้วย ทั้งนี้ “ณพ” บอกว่าเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้นักเรียน โดยทางสถาบันไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การขายเครื่องดนตรีแต่อย่างใด

“เรามียอดการขายเครื่องดนตรีประมาณ 10% เมื่อเทียบกับการเรียนการสอน ทั้งนี้เพราะเราไม่อยากให้เด็กรู้สึกว่าต้องซื้อ แต่จะเป็นลักษณะที่เราจัดหาให้ตามที่นักเรียนต้องการมากกว่า โดยไม่จำกัดยี่ห้อ”

“ณพ” กล่าวถึงแนวโน้มของธุรกิจนี้อย่างมั่นใจว่า แม้ว่าที่ผ่านมาไทยจะเกิดวิกฤติ แต่จะเห็นว่าอุตสาหกรรมที่กระทบน้อยที่สุดก็คือ การศึกษาและบันเทิง ซึ่งเคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่ ก็อยู่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 อุตสาหกรรมนี้

“ส่วนการแข่งขัน ตอนนี้ในไทยจะมีอยู่ประมาณ 3 รายที่ใหญ่ๆ คือ สยามกลการ เคพีเอ็น และมีฟ้า นอกจากนั้นก็มีรายย่อยๆ และมีครูที่รับสอนตามบ้าน แต่ด้วยความที่แต่ละรายมีเอกลักษณ์ที่ต่างกัน และมีจุดเด่นที่ต่างกัน ผมจึงไม่คิดว่าเป็นการแข่งกัน เพราะจริงๆ แล้วกลุ่มลูกค้ายังมีอยู่อีกมาก

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การทำโรงเรียนดนตรีทำง่าย แต่ทำโรงเรียนดนตรีที่ดีทำยาก”

Key Point

ทำไมต้อง “เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี่”

๐ ชื่อเสียง ที่มีมายาวนานกว่า 40 ปี และเวทีการประกวดร้องเพลง และประกวดดนตรีระดับชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

๐ หลักสูตรที่มีทั้งพัฒนาขึ้นมาเอง และนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพ และมีการวัดผลอย่างเป็นมาตรฐาน

๐ บุคลากร ครูสอนดนตรีที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็น “มาสเตอร์” หรือ “โปร” ด้านดนตรีชั้นนำของประเทศไทย ที่ผลิตนักดนตรี นักร้อง และศิลปินดีๆ ประดับวงการแล้วหลายต่อหลายรุ่นด้วยกัน

๐ ระบบไอที ที่ช่วยให้บริหารงานได้อย่างโปร่งใส และราบรื่น

เขียนโดย: กมลวรรณ มักการุณ

Back To Top
×Close search
Search